ความเดิมตอนที่แล้วผมพูดถึงเรื่องสุขภาพความผูกพันพนักงานที่มีต่อองค์กรตอนนี้จะขยายความให้ฟังต่อว่า ความผูกพันเป็นอย่างไรผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ครับ

ผมเป็นคนชลบุรี คือแถวบ้านจะมีร้านอาหารทะเลเยอะแยะไปหมด และเมนูที่ผมชอบกินคือข้าวต้มปลา และชอบลองกินหลายๆร้าน มีร้านนึงที่ผมชอบคือร้านเจ๊หนูผมสังเกตตัวเองว่าพักหลังๆเวลาไปกินข้าวต้มปลา ผมมักจะไปที่ร้านเจ๊หนูเป็นประจำ

ทำไมละ ก็เพราะว่าทุกครั้งที่ไปกิน จะได้สัมผัสรสชาดของปลาที่อร่อยมาก การลวกปลาที่อยู่ในช่วงกำลังดี คือของทะเลถ้าลวกนานเกินไปก็จะกระด้างแต่ถ้าลวกน้อยไปก็อาจจะไม่สุก การลวกที่พอดีจึงเป็นอะไรที่ลงตัวมาก ร้านยังดูสะอาดตา และเจ้าของร้านมีอัธยาศัยดี พูดคุยเป็นกันเอง และราคาที่คุ้มค่า ต่างจากบางร้านที่เอาจริงๆ รสชาดก็อร่อยนะ แต่เหมือนกับขาดประสบการณ์บางอย่างที่เล่ามาให้ฟัง

ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะที่เกิดขึ้น ผมได้มีการให้คะแนนไปโดยอัตโนมัติไปแล้ว อันนี้เราจะรู้หรือไม่ก็ตาม กลไกทางการสัมผัสได้ทำงานไปเรียบร้อย ถ้าสัมผัสดี กลไกคะแนนก็จะบวกคะแนนให้ ถ้าสัมผัสไม่ดี กลไกคะแนนก็จะลบคะแนนออก เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา

แล้วถามว่าผมมีความผูกพันร้านเจ๊หนูใช่มั้ย คำตอบคืออาจจะยังตอบไม่ได้ เพราะที่อธิบายมาให้ฟังนั้นเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมมีความพึงพอใจเท่านั้นเอง

แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สะสมประสบการณ์พึงพอใจ เข้ามาเรื่อยๆ จนถึงจุดนึงที่ทำให้ผมแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาภายนอกอย่างชัดเจนเช่น จะต้องไปกินร้านนี้ จะช่วยโฆษณาร้านนี้ และเวลามากินก็มักจะกินมากขึ้น หรืออาจซื้อกลับบ้านด้วย

ทีนี้วันนึงเพื่อนผมมาเยี่ยมที่บ้าน และต้องการที่จะกินของอร่อยๆ ผมจึงเอ่ยปากชักชวน ถึงขั้นช่วยโปรโมทร้านเจ๊หนู ว่าต้องไปลองกินกัน และเราก็ไปกินกัน ในช่วงระหว่างกินเราก็สั่งมากินกันหลายอย่าง สั่งกลับบ้านด้วย และก็คุยกันอย่างสนุกสนาน คุณจะเห็นสิ่งที่ผมทำคือ ผมเอ่ยปากชวน เล่าเรื่องดีๆเกี่ยวกับร้านที่ไป เวลาไปแล้วก็แทนที่จะกินเท่าเดิม แต่กินมากเมนูขึ้น ซื้อกลับบ้านด้วย และถ้ามีคนมาชวนให้ไปกินร้านอื่นผมก็คงจะปฏิเสธไป

พฤติกรรมที่เล่าให้ฟังนี้แหละที่บอกว่า ผมมีความผูกพันกับร้านเจ๊หนูแล้ว ลำพังความพึงพอใจไม่ใช่ความผูกพัน แต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความผูกพันเท่านั้นเอง

พอเรากลับมาคิดในมุมคนทำงาน ความผูกพันแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้พนักงานแสดงพฤติกรรมเช่น จะต้องทำงานที่นี่ จะช่วยโฆษณาที่นี่ และจะทุ่มเทเกินขอบเขตงานที่ได้รับมอบหมาย หากมองเปรียบเทียบในลักษณะเดียวกัน

พอจะเห็นภาพมั้ยครับปัจจุบันนี้เวลาที่เราจะดูว่าพนักงานมีความผูกพันกับนายจ้างมั้ย เราจึงดูที่พฤติกรรม 3 ส่วนด้วยกันคือ พนักงานจะทำงานที่นี่มั้ย(Stay) จะช่วยโฆษณาที่นี่มั้ย(Say) และจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถมั้ย(Strive)

เมื่อพนักงานมีความครบเครื่องทั้ง จะพูด จะอยู่ และจะทุ่มเท เราถึงเรียกว่าพนักงานคนนี้ว่ามีความผูกพัน

เช่นถ้านายจ้างมีพนักงาน 100 คน หากไปถามพนักงานว่า เธอจะพูด จะอยู่ จะทุ่มเทมั้ย ปรากฏว่า มีอยู่ 45 คนที่ตอบว่าใช่ทั้งสามส่วน ก็แสดงว่าน่ายจ้างนี้มีสุขภาพความผูกพันอยู่ที่ 45%พอนึกภาพออกมั้ยครับว่าถ้านายจ้างมีคะแนนสุขภาพความผูกพัน 80% คุณภาพของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกับ 45% ขนาดไหนสำหรับตอนนี้ น่าจะเข้าใจแล้วนะครับ สุขภาพความผูกพัน พนักงานเป็นอย่างไร

Leave a comment

Trending